หน้าหลัก > ข่าว > เกร็ดความรู้ > โรคกระดูกพรุน คือ ภาวะที่ผู้ป่วยมีมวลกระดูก (bone mass)
โรคกระดูกพรุน คือ ภาวะที่ผู้ป่วยมีมวลกระดูก (bone mass)

ผู้ดูแลเว็บ ศูนย์ให้การศึกษาสมุดสงคราม
2019-05-14 16:02:23

                                  Image result for bone mass

โรคกระดูกพรุน คือ ภาวะที่ผู้ป่วยมีมวลกระดูก (bone mass) ต่ำ และมีโครงสร้างของกระดูกที่เปลี่ยนแปลงไปในระดับจุลภาคจนทำให้เกิดภาวะที่กระดูกหักได้ง่าย โดยกระดูกที่พบว่าเกิดการหักได้บ่อยในผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนนี้ ได้แก่ กระดูกสันหลัง (vertebral bodies), distal radius และ proximal femur เป็นต้น โรคกระดูกพรุนแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ primary osteoporosis คือความรุนแรงหรือความเสี่ยงต่อกระดูกหักเพิ่มขึ้นในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนซึ่งมีระดับฮอร์โมน estrogen ในเลือดลดลง และ secondary osteoporosis คือโรคกระดูกพรุนที่มีสาเหตุมาจากสิ่งต่างๆ เช่นโรคที่เกิดขึ้นกับร่างกายบางอย่าง หรือจากการใช้ยาบางชนิด เช่น corticosteroids เป็นต้น  (ณัฐวุฒิ สิบหมู่, 2552: 505)

จากการให้บริการโครงการบริการวิชาการ โครงการบริการสุขภาพเพื่อท้องถิ่น ณ ศูนย์การศึกษาจังหวัดสมุทรสงคราม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาประจำปีงบประมาณ 2560 ของ ผศ.ดร.ยุทธนา สุดเจริญ และผู้วิจัยที่ผ่านมาได้มีการให้บริการจ่ายยารักษาโรคให้กับกลุ่มนักศึกษาและบุคลากรภายในศูนย์การศึกษา พบว่ามีนักศึกษาจำนวนหนึ่งมีภาวะกระดูกบางทั้งที่อายุยังน้อยอีกทั้งยังไม่เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการป้องกันตนเองในโรคกระดูกพรุนของนักศึกษาวิทยาลัยสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทามาก่อน และประเด็นที่น่าสนใจ คือ นักศึกษาเหล่านี้จะจบการศึกษาไปเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชน ดังนั้น อุบัติการณ์ในการเกิดโรคกระดูกพรุนของนักศึกษาที่มีการปฏิบัติตัวในการป้องกันโรคที่ไม่ถูกต้อง พฤติกรรมเช่นนี้อาจส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาต่อตนเอง ด้วยเหตุนี้ คณะผู้วิจัยเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องทำการศึกษาวิจัยพฤติกรรมการป้องกันตนเองในโรคกระดูกพรุนของนักศึกษาวิทยาลัยสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เพื่อที่จะทราบถึงความสัมพันธ์ของปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน เช่น ความอ้วน และพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เพื่อนำผลการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐาน ในการหาแนวทางสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุนและเสริมสร้างพฤติกรรมการดูแลตนเองของนักศึกษาต่อไป

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

          1. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันตนเองในโรคกระดูกพรุนและค่าความหนาแน่นมวลกระดูกของนักศึกษา

          2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการป้องกันตนเองในโรคกระดูกพรุนและค่าความหนาแน่นมวลกระดูกของนักศึกษา

          3.เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับดัชนีมวลกายและค่าความหนาแน่นมวลกระดูกของนักศึกษา

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ก. ขอบข่ายเชิงประชากร ประชากรเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือทำการศึกษาในนักศึกษา วิทยาลัยสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา จำนวนรวม 400 คน ในช่วงเดือน ตุลาคม 2560 – ตุลาคม 2561

ข. กลุ่มตัวอย่าง ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดกลุ่มตัวอย่างไว้คือกลุ่มของประชากรเป้าหมาย ศึกษาในนักศึกษา วิทยาลัยสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา จำนวนรวม 400 คน ในช่วงเดือน ตุลาคม 2560 –ตุลาคม2561

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

          1. เครื่องตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก Sonost 2000 Ultrasound Bone Densitometers

          2. แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และ พฤติกรรมการป้องกันตนเองในโรคกระดูกพรุนของนักศึกษา

         

การแปลผลการตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก

ค่าความหนาแน่นมวลกระดูกที่วัดได้มีหน่วยเป็นมวล/ตารางพื้นที่กระดูก (gm/sq cm, กรัม/ตารางเซนติเมตร) จากค่านี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่ากระดูกบางหรือไม่ เราต้องนำค่านี้ไปเปรียบเทียบกับค่าปกติในกลุ่มคนที่อายุเท่ากัน เชื้อชาติเดียวกันหรือเชื้อชาติที่ใกล้เคียงกัน (เรียกว่าค่า Z) เช่น คนเอเชียด้วยกันและคำนวณเป็นค่าความแปรผันทางสถิติที่เรียกว่า T- score (T) ซึ่งใช้เป็นค่าวินิจฉัยภาวะความหนาแน่นมวลกระดูกโดย

ค่า T score ที่มากกว่า -1 (ลบ 1) ถือว่าความหนาแน่นกระดูกปกติ

ค่า T score ที่อยู่ระหว่าง -1.1ถึง -2.4ถือว่ากระดูกบาง (Osteopenia)

ค่า T score ที่น้อยกว่า -2.5 คือกระดูกพรุน (Osteoporosis)

อนึ่งในกรณีที่ต้องการตรวจซ้ำเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงความหนาแน่นมวลกระดูกไม่ว่าจะได้รับการรักษาหรือไม่ ควรต้องได้รับการตรวจด้วยเครื่องตรวจเดิม เนื่องจากเครื่องตรวจแต่ละเครื่องจะมีความแปรผันในตัวเองที่ต่างกันทำให้ผลตรวจแตกต่างกันได้

คุณภาพของเครื่องมือ

1. นำเครื่องมือที่ทำการแก้ไขและปรับปรุงเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงด้านเนื้อหา (Validity) โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item-Objective Congruence: IOC) โดยนำข้อคำถามที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นเสนอให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาให้ความคิดเห็นโดยมีหลักเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ (วาโร เพ็งสวัสดิ์, 2551: 244-245)

          ให้คะแนน +1 เมื่อผู้เชี่ยวชาญแน่ใจว่าข้อคำถามนั้นมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์

          ให้คะแนน 0 เมื่อผู้เชี่ยวชาญไม่แน่ใจว่าข้อคำถามนั้นมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์หรือไม่

          ให้คะแนน -1 เมื่อผู้เชี่ยวชาญแน่ใจว่าข้อคำถามนั้นไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์

2. การทดสอบความเที่ยง (Reliability) ด้วยการนำแบบสอบถามที่ได้ปรับปรุงแก้ไขเรียบร้อยแล้วนำไปทำการทดสอบ (Try out) กับกลุ่มตัวอย่าง 30 ราย ในเกษตรกรสูงอายุอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เนื่องจากมีคุณลักษณะที่คล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่างที่ทำการศึกษา และจะไม่ซ้ำกับกลุ่มตัวอย่างจริง แบบสอบถามเรื่องพฤติกรรมการป้องกันตนเองในโรคกระดูกพรุนของนักศึกษาวิทยาลัยสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้ทำการทดสอบความเที่ยง (Reliability) ของแบบสอบถาม โดยใช้วิธีหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (α-Coefficient) ของครอนบาช(Cronbach) ได้ค่าความเที่ยง 0.852

การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้

ข้อมูลที่เก็บได้จากกลุ่มตัวอย่างเป้าหมายทั้งหมด ผู้วิจัยทำการวิเคราะห์และประมวลผลโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับการวิจัยโดยใช้สถิติวิเคราะห์ในแต่ละส่วน และการทดสอบสมมติฐานครั้งนี้ยอมรับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ .05 โดยผู้วิจัยดำเนินตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้ ดังนี้

1.  ข้อมูลส่วนบุคคล เพศ อายุ ระดับ สาขา ชั้นปี โรคประจำตัว น้ำหนักส่วนสูง โรคประจำตัว ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการป้องกันตนเองในโรคกระดูกพรุน ใช้สถิติวิเคราะห์ ค่าความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage)

2. หาความสัมพันธ์ระหว่างระดับพฤติกรรมการป้องกันตนเองในโรคกระดูกพรุนและระดับดัชนีมวลกาย กับ ระดับความหนาแน่นของมวลกระดูกโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation Coefficient)

สรุปและอภิปรายผล

การวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพกับภาวะมวลกระดูกด้านลดความอ้วนด้วยการกำจัดอาหาร

          เมื่อพิจารณาถึงข้อมูลสุขภาพกับภาวะมวลกระดูกในด้านลดความอ้วนด้วยการกำจัดอาหารกับภาวะมวลกระดูก ดังแสดงให้เห็นในตารางที่ 13 พบว่านักศึกษาที่ลดความอ้วนด้วยการจำกัดอาหารมีภาวะเป็นโรคกระดูกพรุน จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 5.1ของผู้ที่กำจัด มีภาวะมวลกระดูกบางจำนวน 101 คน คิดเป็นร้อยละ 63.9ของผู้ที่กำจัด มีภาวะมวลกระดูกปกติจำนวน 49 คน คิดเป็นร้อยละ 31.1ของผู้ที่จำกัดอาหาร และนักศึกษาที่ไม่ใช้วิธีลดความอ้วนด้วยการจำกัดอาหารมีภาวะมวลกระดูกปกติจำนวน 63 คน คิดเป็นร้อยละ 26.0ของผู้ที่ไม่จำกัดอาหาร มีภาวะมวลกระดูกบางจำนวน 156 คน คิดเป็นร้อยละ 64.5ของผู้ที่ไม่จำกัดอาหาร และมีภาวะมวลกระดูกพรุนจำนวน 23 คน คิดเป็นร้อยละ 9.5 ของผู้ที่ไม่จำกัดอาหาร

ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการป้องกันตนเองในโรคกระดูกพรุน

การนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการป้องกันตนเองในโรคกระดูกพรุนในด้านลบประกอบด้วยข้อมูลต่างๆ ได้แก่ การขาดการรับประทานอาหารแคลเซียมสูง เช่น นม เนย ปลาเล็กปลาน้อย ปลากระป๋องพร้อมกระดูก กุ้งแห้ง กุ้งฝอย กะปิ ถั่วแดง งาดำ ผักใบเขียว อาหารทะเลที่รับประทานได้ทั้งเปลือกเช่นเปลือกกุ้ง ปูนิ่ม เป็นต้น, การขาดการรับประทานอาหารที่เพิ่มปริมาณแคลเซียมเช่น นมเสริมแคลเซียม แคลเซียมเม็ด แคลเซียมเม็ดฟู่ ยาต่างๆที่เพิ่มมวลกระดูก เป็นต้น, การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในปริมาณเกินขนาด, การสูบบุหรี่, การรับประทานยาสเตียรอยด์, การขาดออกกำลังกายเป็นประจำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 30-45 นาที, การดื่มน้ำอัดลมบ่อยครั้งต่อสัปดาห์, การดื่มชา กาแฟบ่อยครั้งต่อสัปดาห์, การรับประทานอาหารรสเค็มจัดบ่อยครั้งต่อสัปดาห์, การขาดเสริมสร้างมวลกระดูกแต่วัยเยาว์ เช่นการเสริมการดื่มนม การกินแคลเซียมเสริมมาก่อนหน้านี้ 10 ปี, การไม่ได้ป้องกันการหกล้มโดยปรับสภาพแวดล้อมหรือขาดการเสริมสร้างสุขภาพเพื่อความแข็งแรง, การขาดการตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก,การอดนอนตอนกลางคืนตั้งแต่ 3 คืนขึ้นไป ต่อสัปดาห์, การมีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยเมื่ออยู่ที่บ้าน และการขาดการรับแสงแดดยามเช้า

ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการป้องกันตนเองในโรคกระดูกพรุนในด้านลบ ของกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน พบว่าส่วนใหญ่ขาดการรับประทานอาหารแคลเซียมสูงพบจำนวน 329 คน คิดเป็นร้อยละ 82.3 รองลงมาคือขาดการตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกพบจำนวน 328 คน คิดเป็นร้อยละ 82.0 การขาดออกกำลังกายเป็นประจำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้งๆละ 30-45 นาทีพบจำนวน 246 คน คิดเป็นร้อยละ 61.5 การมีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยเมื่ออยู่ที่บ้าน พบจำนวน 191 คน คิดเป็นร้อยละ 41.8 การขาดการรับประทานอาหารที่เพิ่มปริมาณแคลเซียม พบจำนวน 178 คน คิดเป็นร้อยละ 44.5 การดื่มน้ำอัดลมบ่อยครั้งต่อสัปดาห์ พบจำนวน 166 คน คิดเป็นร้อยละ 41.5การขาดการรับแสงแดดยามเช้า พบจำนวน 162 คน คิดเป็นร้อยละ 40.5 การดื่มชา กาแฟบ่อยครั้งต่อสัปดาห์ พบจำนวน 145 คน คิดเป็นร้อยละ 36.3การไม่ได้ป้องกันการหกล้มโดยปรับสภาพแวดล้อมหรือขาดการเสริมสร้างสุขภาพเพื่อความแข็งแรง พบจำนวน 144 คน คิดเป็นร้อยละ 36.0การรับประทานอาหารรสเค็มจัดบ่อยครั้งต่อสัปดาห์ พบจำนวน 129 คน คิดเป็นร้อยละ 32.3อดนอนตอนกลางคืนตั้งแต่ 3 คืนขึ้นไปต่อสัปดาห์ พบจำนวน 117 คน คิดเป็นร้อยละ 29.3การขาดเสริมสร้างมวลกระดูกแต่วัยเยาว์ พบจำนวน 94 คน คิดเป็นร้อยละ 23.5การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในปริมาณเกินขนาดพบจำนวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 4.5การรับประทานยาสเตียรอยด์พบจำนวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 3.5 และการสูบบุหรี่พบจำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 1.3 ตามลำดับ

ประเด็นที่ค้นพบด้านพฤติกรรมด้านลบของนักศึกษาที่มีค่ามวลกระดูกพรุนมากที่สุดคือมีค่ามวลกระดูก -4.6 แสดงให้เห็นว่ามีพฤติกรรม ดื่มน้ำอัดลมบ่อยครั้งต่อสัปดาห์ดื่มชา กาแฟบ่อยครั้งต่อสัปดาห์ รับประทานอาหารรสเค็มจัดบ่อยครั้งต่อสัปดาห์ และขาดการตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก

ข้อเสนอแนะ

จากการศึกษางานวิจัยเรื่องพฤติกรรมการป้องกันตนเองในโรคกระดูกพรุนของนักศึกษาวิทยาลัยสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่าวิทยาลัยสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ควรจัดอบรมให้ความรู้แก่นักศึกษา เกี่ยวกับการเสริมสร้างพฤติกรรมการป้องกันเองในโรคกระดูกพรุนของนักศึกษา เพื่อมุ่งหมายให้บุคคลกลุ่มนี้มีความรู้เพื่อให้สามารถนำไปใช้ปรับเปลี่ยนและเสริมสร้างพฤติกรรมการป้องกันเองในโรคกระดูกพรุนให้เกิดความเข้าใจถึงสาเหตุของโรคกระดูกพรุนการหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนการป้องกันสิ่งที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนและการรักษาโรคกระดูกพรุนที่เกิดขึ้นเบื้องต้นด้วยตนเอง ควรสนับสนุนให้มีการจัดอบรมเรื่องการดูแลสุขภาพองค์รวมอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ให้กับนักศึกษา เพื่อเพิ่มความตระหนักและความเอาใจใส่ในการป้องกันการเกิดโรคหรือเสริมสร้างสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจให้มีความสมบูรณ์แข็งแรงให้ดียิ่งขึ้น เพื่อลดความเจ็บป่วยและการใช้ยาที่เป็นภาระทางสาธารณสุข